http://valrom.igetweb.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

เว็บไซต์>ประพันธ์ เวารัมย์

แนวข้อสอบท้องถิ่นและส่วนราชการอื่นๆ (โหลด/ดูข้อมูล)

 รวมรูปภาพ

 เฟซบุ๊ก (facebook) เตรียมสอบสายผู้บริหาร อำนวยการ หัวหน้าฝ่าย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

สถิติ

เปิดเว็บ01/07/2011
อัพเดท22/07/2026
ผู้เข้าชม4,376,811
เปิดเพจ6,570,232

ปฎิทิน

« November 2026»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930     

เฟซบุ๊ก ประพันธ์ เวารัมย์

ความรู้ต่างๆ ที่น่ารู้ครับ

โบนัส (อปท.) แบบประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลการปฎิบัติราชการฯ

พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับปฎิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.2526 และแก้ไขเพิ่มเติม ถึงฉบับที่ 2 พ.ศ.2548

พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 แก้ไข ฉ 2 พ.ศ.2549

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542

พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540

จุดเน้นสาระสำคัญพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

จุดเน้นพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562

ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงิน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566

จุดเน้นระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2563

จุดเน้นพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2562

จุดเน้นพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562

จุดเน้นพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2562

แนวข้อสอบต่างๆ

พ.ร.บ.หรือกฎหมายต่างๆที่น่าออกข้อสอบของส่วนราชการต่างๆ

แนวข้อสอบและแนวคำบรรยายปริญญาโท ม.ราม

มุมอมยิ้ม

สินค้า

 หนังสือสอบ
iGetWeb.com
AdsOne.com

มาดู! วิธีเรียนน้อยแต่เก่งขั้นเทพได้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

(อ่าน 443/ ตอบ 0)

เว็บมาสเตอร์


มาดู! วิธีเรียนน้อยแต่เก่งขั้นเทพได้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร




จั่วหัวข้อมาซะ ขนาดนี้ จะว่าขี้โม้ก็ไม่ใช่ แต่มีวิธีเหล่านี้อยู่จริงๆ
ทุกๆคนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ไม่ว่าจะเคยโดนคนอื่นว่า ว่าหัวไม่ดีบ้างล่ะ ไม่ได้เรื่องบ้างล่ะ แต่วันนี้หากนำเทคนิคที่จะบอกต่อไปนี้มาใช้งานแล้ว ไม่ว่าใคร ก็สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


เพราะสมองของพวกเราทุกคน ล้วนมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่ หากรู้จักวิธีที่จะดึงพลังส่วนนี้มาใช้แล้ว ความสำเร็จจะห่างไปไหนได้


ขอให้ทุกคนมองสมองเป็นเพื่อนตัวน้อย ที่คอยช่วยเราอยู่ตลอดเวลาที่เราหายใจ พูดกับเขาคิดกับเขาเสมือนเป็นเพื่อนรัก เพราะเพื่อนตัวน้อยนี้ มีความสามารถที่ล้ำหน้ามากจริงๆ


จะมัวช้าอยู่ไย ไปรู้จักวิธีผูกมิตรกับเพื่อนตัวน้อยนี้กันดีกว่า


ทักทายและทำความรู้จักเพื่อนตัวน้อยของเราด้วยวีดีโอต่อไปนี้



“สมองของเราสามารถจดจำข้อมูลได้ถึง 2.5 เพตะไบต์ ซึ่งเทียบเท่าวิดีโอในยูทูปกว่า 3 ล้านชั่วโมง เพื่อให้เราสามารถใช้ความจำความจุมหาศาลนั้นเพื่อเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีเคล็ดลับที่ผ่านการวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอ”



“ทบทวนซ้ำ สม่ำเสมอ”


“ในการเรียนเพื่อให้ได้ผลอย่างเต็มที่ คุณควรแบ่งการเรียนออกเป็นช่วงสั้น ๆ แต่บ่อยครั้ง นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าจุดเชื่อมเซลล์ประสาทนับพันล้านจุดในสมองของคุณซึ่งช่วยให้คุณจดจำและเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ จะสร้างขึ้นในระหว่างที่คุณนอน นั่นหมายความว่าการเรียนรู้จะได้ผลดียิ่งขึ้นหากคุณได้นอนพักผ่อนสลับกับการการเรียน ลองฝึกทำวันละ 15 นาที แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างภายในไม่กี่สัปดาห์“


เพราะอะไร การเรียนถึงควรแบ่งออกเป็นช่วงสั้นๆ มาชมคลิปนี้กันค่ะ



“จากการค้นคว้าพบว่า ความสนใจของนักเรียนมักจะลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจาก 15 นาทีแรกของการเรียน และลดเหลือเพียง 20% ภายใน 30 นาทีแรก จากนั้นนาทีที่ 45 ความสนใจก็จะหมดลงไป 
วิธีหนึ่งที่จะต่อสู้กับความเบื่อและคงระดับความสนใจ คือ การจัดให้มีการพักระหว่างคาบ แม้จะไม่ได้กระตุ้นความสนใจให้กลับมาได้ 100% แต่จากการศึกษาพบว่า ทุกครั้งที่มีการเริ่มต้นการเรียนใหม่ ความสนใจของเด็กๆก็จะเพิ่มขึ้นอีกอย่างเห็นได้ชัด”


ที่นี้เราก็จะนำเทคนิคที่คุณครูใช้ในห้องเรียน มาประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือการอ่านหนังสือ การเตรียมตัวสอบ ใดๆก็แล้วแต่ หากเราต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสมองของเรา ต้องไม่พลาดที่จะใช้เทคนิคต่อไปนี้ค่ะ



“อีกวิธีหนึ่งคือวิธีที่เราเรียกว่า เทคนิคโพโมโดโร ตัวอย่างเช่น กำหนดเวลาที่คุณจะตั้งใจอ่านหนังสือไว้ 25 นาที เมื่อครบเวลาที่กำหนด คุณสามารถพักได้ 5 นาที และทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ การหยุดพักสั้น ๆ ระหว่างการอ่านหนังสือจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมีกำลังใจในการอ่านหนังสือต่อ”


หากใครใช้ Smart phone ระบบ android สามารถที่จะดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นสำหรับเทคนิคนี้ได้ มีอยู่หลายแอพที่เปิดให้ใช้กันฟรีๆ แต่แอพที่จะขอแนะนำในที่นี้ มีชื่อว่า Brain Focus โลโก้สีแดงๆ ใช้ได้สะดวกไม่น้อยเลย


เรามาเข้าใจสมองกับการนอนหลับกันบ้าง 



“การนอนและการฝันถือเป็นกระบวนการสำคัญในการประมวลและจดจำข้อมูลใหม่ ๆ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแสดงให้เห็นว่านักเรียนที่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอสามารถจดจำเนื้อหาได้ดีกว่าคนที่นั่งอ่านหนังสือในตอนเช้าเพื่อเตรียมสอบในตอนเย็นถึง 35%”


หากอ่านหนังสือไม่ทันจะทำอย่างไรล่ะ 
เคยเป็นไหมที่เฝ้าอ่านหนังสือจนดึกดื่น หรือแทบไม่ได้นอน และวันรุ่งเช้าต้องสอบ คุณคิดว่าคุณทำข้อสอบไปได้มากน้อยแค่ไหนกัน แถมยังเป็นวิธีที่ทำร้ายเพื่อนตัวน้อยของเราด้วย
หากพบเจอเหตุการณ์แบบนั้นอีก ขอแนะนำว่า จงเก็บแต่ในส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญ และเข้านอนพักผ่อนให้เพียงพอ เช้าทบทวนอีกครั้ง รับรองว่าต้องได้มากกว่าอดตาหลับขับตานอนแน่นอนค่ะ


และรับเทคนิคนี้ ไปเป็นตัวช่วยยามฉุกเฉินอีกวิธี ดีกว่าการอดนอนเป็นไหนๆ



“ถ้าคุณมีเวลา 1 ชั่วโมงในการท่องจำบทกลอนหรือเตรียมพูดหน้าชั้นเรียน คุณควรใช้เวลา 20 นาทีในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหา และอีก 40 นาทีในการท่องจำ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มักจะได้ผลดีที่สุด ในกรณีฉุกเฉิน หาน้ำมาตั้งไว้ข้าง ๆ สักแก้ว เพื่อจิบเวลาที่คุณลืมหรือประหม่าสุด ๆ”


แต่ถึงแม้จะมีวิธีดีแค่ไหน ก็ไม่สู้การเตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ มาดูตัวช่วยที่ดีกับเพื่อนตัวน้อยของเรากันดีกว่าค่ะ


 



“ตั้งสมาธิ!”


“ถ้าคุณเป็นคนชอบผัดวันประกันพรุ่ง และสมาธิหลุดง่าย เช่น หันไปเล่นอินเตอร์เนตในเวลาที่ควระจะนั่งอ่านหนังสือ คุณควรหาวิธีตัดสิ่งรบกวนรอบตัวออก เช่น ปิดโทรศัพท์มือถือ หรือไปนั่งอ่านหนังสือในที่เงียบ ๆ เช่น ห้องสมุด เป็นต้น”



“ออกกำลัง ฝึกสมาธิ และคุยกับผู้อื่น”


“กิจกรรมบางอย่างสามารถช่วยพัฒนาสมองของคุณ โดยเฉพาะการออกกำลัง การฝึกสมาธิ และการพูดคุยกับผู้อื่น เพราะกิจกรรมเหล่านี้กระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทในสมองและทำให้สมองสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น”



“เปลี่ยนสถานที่เรียน”


“คุณอาจลองเปลี่ยนสถานที่เรียน โดยไปในที่ที่มีสิ่งต่าง ๆ ให้มองมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถจดจำข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น การทดลองชิ้นหนึ่งได้แบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม โดยนักเรียนจะต้องจำคำศัพท์ต่าง ๆ กลุ่มแรกถูกย้ายไปเรียนอีกห้องหนึ่งกลางคัน ในขณะที่อีกกลุ่มนั่งเรียนอยู่ในห้องเดิม กลุ่มที่ถูกเปลี่ยนห้องเรียน (ห้องแรกมีขนาดเล็กและไม่มีหน้าต่าง และอีกห้องหนึ่งมีขนาดใหญ่และสว่าง) สามารถจดจำคำศัพท์ได้ดีกว่าถึง 40%”


อย่ามัวที่จะนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆแต่มีทั้งทีวีโทรศัพท์คอยรบกวนสมาธิอยู่รอบตัว ออกไปหาที่ที่คุณสบายใจ สถานที่ที่จะทำให้เกิดสมาธิในการอ่านหนังสือ อยู่ใต้แสงแดด ขอพักพิงจากร่มเงาของต้นไม้ หรือจะ coffee shop เล็กๆ ที่คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป เพื่อให้เพื่อนตัวน้อยของเราได้เปิดหูเปิดตา รับความสดชื่นพร้อมลุยต่อ!


หลังจากเรียนรู้วิธีที่จะช่วยเสริมสร้างพลังให้กับเพื่อนตัวน้อยของเรากันแล้ว เราก็จะมาดูเทคนิคการเรียนรู้จากการอ่านกันค่ะ



“แบบทดสอบตัวเอง”


“เมื่อคุณอ่านหนังสือจบ คุณควรทดสอบตัวเองสักเล็กน้อย การทดสอบความจำทันทีหลังจากการเรียน ไม่ว่าจะเป็นการทำแบบฝึกหัดหรือการจดสรุปเนื้อหาจะช่วยให้คุณจำเนื้อหาได้ดีขึ้นกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียวถึง 30%”


เราอาจลองแปลงร่างเป็นคุณครู ลองสมมติตัวเอง ว่าถ้าเราเป็นคุณครูเจอเนื้อหาแบบนี้ จะออกข้อสอบแบบไหนดีน้า ตรงไหนสำคัญบ้าง ใจความอยู่ตรงไหนกัน แล้วออกข้อสอบสลับกันทำกับเพื่อน หรือทำเก็บไว้เมื่อถึงเวลาใกล้สอบก็นำมาลองทำกันอีกครั้ง ช่วยประหยัดเวลาได้ดีทีเดียว


หรือจะไม่ทำแบบทดสอบ แต่ลองมาใช้เทคนิคของไฟยน์แมนกันดูค่ะ



“เทคนิคการเรียนรู้ของไฟยน์แมน เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ ทำความเข้าใจในสิ่งที่รู้อยู่แล้วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือเมื่อต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ”


“อันดับแรก เริ่มจากการเลือกหัวข้อที่คุณต้องการและเริ่มศึกษามัน
เมื่อคุณเข้าใจเนื้อหาของเรื่องนั้นแล้ว ลองเขียนอธิบายเรื่องนั้นลงในกระดาษ ประหนึ่งว่ากำลังอธิบายเรื่องนั้นให้คนอื่นฟัง”


“โดยพยายามเขียนและพูดอธิบายไปพร้อม ๆ กัน เหมือนกับอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่หน้าชั้นเรียน
นี่จะทำให้คุณรู้ว่า มีเนื้อหาส่วนไหนที่คุณเข้าใจและยังไม่เข้าใจ”


“ถ้ามีเนื้อหาส่วนไหนที่คุณติดขัด ลองย้อนกลับไปศึกษาส่วนนั้นซ้ำอีกครั้ง จนกระทั่งคุณสามารถอธิบายเรื่องนั้นได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
หลังอธิบายจบ ลองกลับไปอธิบายซ้ำอีกครั้งตั้งแต่ต้น แต่คราวนี้พยายามใช้ภาษาง่าย ๆ หรือใช้ตัวอย่างภาพประกอบในการอธิบาย”


“ถ้าคำอธิบายของคุณยาวหรือซับซ้อนเกินไป แปลว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจเนื้อหาดีนัก คุณจึงควรกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง”


“การทบทวนโดยใช้การอธิบายเนื้อหาซ้ำ ๆ เป็นวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
เมื่อคุณสามารถอธิบายเนื้อหาได้โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย นั่นแปลว่าคุณได้เข้าใจเนื้อหานั้นอย่างถ่องแท้ และจะสามารถจดจำเรื่องนั้นได้นาน”


“ริชาร์ด ไฟนย์แมน เป็นนักฟิสิกส์ชื่อดัง ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานด้านพลศาสตร์แม่เหล็กไฟฟ้าเชิงควอนตัม เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเขามักชอบขอให้นักคณิตศาสตร์คนอื่น ๆ อธิบายแนวคิดจ่าง ๆ ด้วยภาษาง่าย ๆ เพื่อทดสอบว่าพวกเขาเข้าใจเนื้อหาจริงหรือไม่”


เทคนิคไฟนย์แมนนี้ จะว่าเป็นเคล็ดลับของคนเรียนเก่งและมีน้ำใจเลยก็ว่าได้ เพราะเราจะพบเห็นเทคนิคนี้ ได้ในเพื่อนที่ชอบติวให้เรานั่นเอง หากเราต้องการที่จะติวให้เพื่อนๆคนอื่นบ้าง ก็อย่าลืมฝึกฝน ด้วยวิธีการติวให้ตัวเองแบบนี้กันก่อนนะคะ 


 


มาต่อกันด้วยเทคนิคที่จะจดจำเนื้อหาได้อย่างยาวนาน



“เว้นช่วงเรียน”


“ในการที่จะจดจำอะไรให้ได้นาน ๆ คุณควรทบทวนข้อมูลนั้นซ้ำ ๆ เป็นระยะ ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหรือคำศัพท์ คุณควรกลับมาทบทวนซ้ำอีกครั้ง 1-2 วันหลังจากที่คุณเรียนไปครั้งแรก และทบทวนอีกครั้งหลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน”


ลองหาสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ คู่กับหนังสือหรือสมุดเนื้อหา ที่เรากำลังศึกษาอยู่ เราจะได้บันทึกการเรียนรู้ของเรา พร้อมทั้งกำหนดวันทบทวน เมื่อทบทวนแล้วจึงติ๊กถูก ภารกิจเคลียร์! หรือจะเป็นโพสอิทแปะเตือนไว้ ก็น่าจะช่วยได้ไม่น้อย


 



“อย่าฝืนจนเกินไป”


“แรงจูงใจก็เหมือนกับความหิว คุณไม่สามารถบังคับให้ตัวเองมีแรงบันดาลใจได้ เหมือนกับที่คุณไม่สามารถบังคับให้ใครรู้สึกหิวได้นั่นเอง ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่หิว ก็อย่าฝืนบังคับตัวเอง ลองพักหันไปทำอย่างอื่นสักนิดจะดีกว่า“


อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าใครไม่หิวกระหาย อยากจะรู้เทคนิคต่อไป ปิดหน้านี้ไปเลยค่ะ แล้วนำเทคนิคที่พอจะจำได้ก่อนหน้านี้ไปลงมือทำกันก่อน แล้วพบกันใหม่นะคะ:) แต่ถ้าใครอยากจะไปดูต่อกันล่ะก็ ไปดูเทคนิคการเรียนให้สนุกกันเลยดีกว่า



“มีใครเคยบอกคุณหรือไม่ว่าคุณต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนจึงจะประสบความสำเร็จหรือบรรลุอะไรสักอย่าง แต่หากว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่กล่าวมานั้นไม่เป็นความจริง”


“ในการทดลองหนึ่งของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อาจารย์สอนวิชาศิลปะการปั้นเครื่องั้นดินเผาแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกถูกกำหนดให้ปั้นหม้อดินจำนวนเท่าใดก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ ส่วนกลุ่มที่สองถูกมอบหมายให้ปั้นหม้อดินที่สวยที่สุดขึ้นเพียงหนึ่งใบ”


“ท้ายที่สุด อาจารย์ให้คะแนนหม้อดินและประกาศผู้ชนะ ซึ่งผลก็เป็นไปตามคาด หม้อดินที่สวยที่สุดมาจากกลุ่มที่ปั้นออกมาหลายใบ ไม่ใช่จากกลุ่มที่พยายามปั้นหม้อที่สวยที่สุดเพียงใบเดียว”


“หากต้องการที่จะเรียนรู้อะไรบางอย่างให้ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด คุณควรกำหนดเวลาเรียนที่แน่นอน เช่น วันละ 25 นาที และตั้งใจเรียนหัวข้อนั้น ๆ โดยไม่ต้องกำหนดเป้าหมาย เช่น จะต้องอ่านให้จบบท เพียงแค่เรียนให้ได้ตามระยะเวลาที่วางไว้ แล้วหยุด”


“การเรียนในลักษณะนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า และทำให้รู้สึกบรรลุเป้าหมายบางอย่าง การที่คุณถูกขัดจังหวะในขณะที่กำลังฝึกฝนก่อนที่จะถึงจุดสำคัญ จะช่วยกระตุ้นให้คุณอยากกลับมาฝึกต่อในวันต่อไป”


เมื่อเป้าหมาย จะไม่ใช้สิ่งที่เราโฟกัสกันอีกต่อไป เพราะหากคุณมีเป้าหมาย แล้วทำให้คุณต้องทุกข์ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ มันก็ไม่ใช่แล้วล่ะ จงหาสิ่งที่คุณรัก สิ่งที่คณปราถนาที่จะทำ สิ่งที่คุณทำแล้วคุณรู้สึกดีด้วย มันอาจจะขัดกับความปราถนาของคนอื่น แต่จงไปตามทางหัวใจของคุณค่ะ


แต่หากเราสนุกกับการเรียนวิชาหนึ่ง หรือการทำสิ่งหนึ่ง แต่ต้องถูกบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบไปด้วย เช่น เราต้องเรียนวิชาพื้นฐาน หรือต้องเรียนทฤษฎีดนตรี ก็ขอให้นำเทคนิคต่อไปนี้มาใช้กันค่ะ



“สนุกไปกับการเรียน”
“พยายามหาวิธีเรียนที่คุณรู้สึกสนุกไปกับมัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความสนุกสนานคือปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ ดังนั้นคุณจึงควรสนุกไปกับการเรียน”


หากต้องเรียนทฤษฎีดนตรี ก็ขอให้นำเครื่องดนตรีขึ้นมาเล่นประกอบความเข้าใจ หากต้องเรียนฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ ก็ลองหาอุปกรณ์มาอธิบาย ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ลองหาวิธีการในแบบของตัวคุณเอง ที่จะทำให้ตัวคุณเองรู้สึกสนุกและประทับใจไปกับการเรียน


เพราะการเรียนไม่ใช่การท่องจำ แต่ต้องเกิดกระบวนการการเรียนรู้



“การเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือหากพูดให้ชัดคือ การเรียนรู้โดยการลงมือทำ หรือ experiential learning นี่คือสิ่งที่นักบัลเลต์ทำหลังเสร็จสิ้นการแสดงในโรงละคร และยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กชายที่กำลังเศร้าหลังถูกพ่อดุเพราะเขาเล่นฟุตบอลในห้องนั่งเล่น


เมื่อเราอายุ 1 ขวบ เราต่างต้องเคยผ่านประสบการณ์การเรียนรู้อันเจ็บปวด จากการหัดเดิน หกล้ม และร้องไห้ เหมือนกับ….เด็กน้อย และแม้ว่าการฝึกนานนับหลายเดือนนี้จะไม่ค่อยสนุกและน่าเหนื่อยใจ แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้ เราทำได้อย่างไร?


เมื่อเราล้มลงและหายตกใจแล้ว สมองของเราจะเริ่มประมวลข้อมูลทั้งหมดที่มีเพื่อหาคำตอบว่าความน่าอับอายนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มันจดจำว่าเมื่อเราลุกขึ้นยืน ทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ เท้าติดพื้น แขนอยู่ข้างลำตัว ศีรษะและไหล่ตั้งตรง พร้อมลุยต่อ!


เมื่อกล้ามเนื้อขาส่วนบนดึงเท้าซ้ายไปด้านหน้า 12.3% ในมุม 23 องศา แขนของเราไม่ได้ขยับตามการเคลื่อนไหวอย่างที่ควรจะเป็น และหูชั้นใน ซึ่งมีหน้าที่ช่วยทรงตัว เกิดสับสนชั่วขณะ ในจังหวะที่มีแมววิ่งผ่านหน้าไปพอดี สายตาของเราจึงส่งสัญญาณเตือนไปยังฮิปโปแคมปัสในสมอง เป็นเหตุให้เราหกล้ม โอ๊ย!


การวิเคราะห์เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเราและสิ่งแวดล้อมรอบข้างทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว มันเกิดขึ้นขณะที่เราหัดเดิน หัดพูด หัดจูบ ทำงาน หรือหัดเต้นรำ เมื่อเราเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เราทำพลาดไป เราก็จะรู้ว่าเราจะต้องปรับเปลี่ยนในครั้งต่อไป จากนั้นเราก็ลองทำอีกครั้ง


เรายังสามารถใช้การเรียนรู้โดยการลงมือทำในการฝึกทักษะใหม่ ๆ หรือหัดทำอะไรบางอย่างที่เราชอบอยู่แล้วให้เก่งยิ่งขึ้น โดยกระบวนการเรียนรู้มีขั้นตอนดังนี้:



  • ก่อนอื่น พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ

  • ต่อมา ไตร่ตรองว่าเกิดอะไรขึ้น

  • จากนั้น พยายามทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ถ้าทำแบบ A จะได้ผลแบบ B

  • สุดท้าย ตัดสินใจว่าจะลองทำอะไรที่แตกต่างออกไปในครั้งหน้า


ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณหัดขี่จักรยาน นี่คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้น



  • คุณนั่งบนจักรยาน และพยายามถีบมัน แต่คุณกลัวว่ามันจะไปเร็วเกินไป คุณจึงปั่นมันช้าเกินไปจนไม่สามารถทรงตัวได้

  • หลังจากนั้น คุณจำได้ว่าก่อนหน้านั้นคุณล้มตอนที่คุณปั่นช้าเกินไป

  • คุณจึงได้ข้อสรุปที่อันตรายนิด ๆ ว่า: ความเร็วเท่ากับความมั่นคง

  • คุณจึงตัดสินใจว่าคุณจะพยายามปั่นให้เร็วขึ้นครั้งต่อไป


มาลองกันใหม่อีกครั้ง:



  • ครั้งนี้คุณขี่เร็วขึ้น อันที่จริง คุณขี่เร็วเกินไปจนไปชนเข้ากับแผงขายผลไม้ข้างทาง

  • คุณเจ็บหัว และเริ่มเข้าใจว่าการขี่เร็วแบบนั้นอันตราย

  • คุณได้ข้อสรุปใหม่ว่า: ความเร็วเท่ากับอันตราย และความอันตรายหมายถึงคุณต้องมีเครื่องป้องกัน

  • คุณจึงตัดสินใจว่าคุณจะใส่หมวกกันน็อกในครั้งต่อไป


เชื่อกันว่าการเรียนรู้โดยการลงมือทำคือสาเหตุที่ทำให้นักดนตรีส่วนใหญ่ทำข้อสอบได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบอะไรก็ตาม เพราะคนที่เล่นเครื่องดนตรีไม่เพียงแต่ได้ฝึกสมองทั้งด้านการเคลื่อนไหว สายตา และการฟังเท่านั้น แต่พวกเขายังได้ฝึกการไตร่ตรองถึงสิ่งที่พวกเขาทำไปก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเสียงแปร่ง ๆ ของไวโอลินที่พวกเขาได้ยิน ขณะที่พวกเขาเล่นดนตรี พวกเขาไม่เพียงแต่ฝึกสร้างเสียงดนตรีเท่านั้น แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านกระบวนการฝึกฝน ไตร่ตรอง ทำความเข้าใจ และกลับไปทำซ้ำแล้วซ้ำอีก


คุณสามารถใช้วิธีนี้กับเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานของคุณ บริษัทใหม่ ๆ ในซิลิคอนวัลเล่ย์ก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน โดยไล่นักพัฒนาของพวกเขาออกไปจากออฟฟิศเพื่อให้ไปพบลูกค้า จากนั้นพวกเขาจะกลับมานั่งถกและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาและตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป


ถ้าคุณกำลังเรียนรู้อะไรบางอย่างด้วยตนเอง และไม่มีข้อมูลอื่น ๆ มาช่วย คุณควรลองออกไปพบปะผู้คนเพื่อขอความเห็นจากพวกเขา เช่น นักเรียนอาจขอความเห็นจากเพื่อนหรืออาจารย์ เจ้าของธุรกิจอาจไปหาที่ปรึกษา หรือนักข่าวอาจลองดูความคิดเห็นของผู้อ่านจากบล๊อก”


เพราะความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นก้าวแรกของการเติบโตไปข้างหน้า จงลองทำ ผิดพลาด และทำอีกครั้ง จงอย่ากลัวที่จะต้องล้ม จงอย่ากลัวที่จะเจ็บ แล้วคุณจะเป็นคนที่เติบโตอย่างเข้มแข็ง


รู้จักวิธีเรียนรู้ที่ดีกับเพื่อนตัวน้อยของเราไปแล้ว มาทำความรู้จักกับเทคนิคเจ๋งๆ ที่จะช่วยให้การทำโจทย์และการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นเรื่องง่ายกันดีกว่า



“ปิงปอง คือกีฬาที่ผู้เล่นสองฝ่ายในชุดกางเกงขาสั้นตัวจิ๋วตีลูกโต้กันไปมา พร้อมส่งเสียงข่มขวัญคู่ต่อสู้ เหงื่อท่วมกาย นับเป็นเกมที่น่าตื่นเต้นเกมหนึ่ง และคงจะสนุกไม่แพ้กันหากเรานำหลักการนี้มาใช้กับสมองของเรา


หลักการเบื้องต้นคือเราใช้วิธีการเรียนรู้สองรูปแบบควบคู่กัน ทั้งการคิดวิเคราะห์แบบจดจ่อ และการคิดแบบผ่อนคลาย เราใช้หลักการของปิงปองมาอธิบายวิธีสลับการคิดระหว่างการคิดแบบจดจ่อและแบบผ่อนคลาย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์


การเรียนแบบจดจ่อคือการมองโจทย์และพยายามแก้โจทย์อย่างจริงจัง เป็นการเค้นพลังสมองทุกส่วนเพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาตรงหน้า เหมือนกับการเห็นกำแพงและคิดวิเคราะห์หาเหตุผล เช่น “กำแพงนี้แข็งเกินกว่าที่จะวิ่งทะลุไปได้ และสูงเกินกว่าที่จะปีนข้ามไป”


การเรียนแบบผ่อนคลายคือการปล่อยให้ความคิดไหลไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีแบบแผนใด ๆ ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ สมองคุณอาจบอกว่า “เอ๊ะ ทำไมเราไม่หาลูกโป่งลอยได้มาสักกำหนึ่ง แล้วลอยข้ามกำแพงไปเลยล่ะ?”


เพื่อให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เราจึงควรคิดสลับกันไปมา จดจ่อ ผ่อนคลาย จดจ่อ ผ่อนคลาย จดจ่อ ผ่อนคลาย…


การฝึกที่ดีที่สุด เริ่มจากฝึกตั้งสมาธิ โดยการปิดรับสิ่งรบกวนต่าง ๆ รอบตัว เช่น โทรศัพท์ หรือเสียงรบกวนอื่น ๆ ออกให้หมด


หลังเพ่งสมาธิได้สักพักหนึ่ง (ถ้าจับเวลาด้วยก็จะดี) ก็ลองหยุดเพ่ง และปล่อยให้สมองผ่อนคลาย
นี่คือช่วงที่สมองจะเชื่อมโยงสิ่งที่คุณเพิ่งคิดกับข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในความทรงจำของคุณ ซึ่งจะทำให้คิดได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น จดจำได้ดีขึ้น และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์


จิตรกร ซัลวาดอร์ ดาลี ก็เคยใช้เทคนิคการคิดแบบปิงปองนี้ หลังจากจดจ่ออยู่กับงานสักระยะหนึ่ง ดาลีจะไปนั่งพักเพื่อผ่อนคลาย โดยมือหนึ่งจะถือกุญแจดอกใหญ่ไว้ และเมื่อเขาผลอยหลับ กุญแจก็จะหล่นจากมือ
เสียงกุญแจร่วงลงพื้นจะปลุกให้เขาตื่น และเขาก็จะกลับไปจดจ่อกับงานบนผ้าใบของเขาต่อ
สตีฟ จ็อบส์ มักออกไปเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายจากการคิดเรื่องงานทุกวัน


เทคนิคการคิดแบบปิงปองนี้อาจมีประโยชน์สำหรับการอ่านหนังสือสอบ


เริ่มจากการหัดแก้โจทย์ที่ยากที่สุด และเมื่อคุณคิดไม่ออก ก็สลับไปทำโจทย์ข้อที่ง่ายกว่า ในขณะที่คุณทำโจทย์ข้อที่ง่ายกว่า สมองของคุณจะยังคงคิดถึงโจทย์ที่ยากอยู่ สมองของคุณจะพยายามหาความเชื่อมโยงและทำความเข้าใจกับปัญหาข้อแรกที่ยากกว่าโดยที่คุณไม่รู้ตัว เมื่อคุณแก้โจทย์ที่ง่ายออกแล้ว ลองกลับไปคิดโจทย์ที่ยากกว่า มันอาจจะไม่ได้ยากเหมือนตอนแรกก็เป็นได้”


เทคนิคนี้ แม้แต่ในห้องสอบก็สามารถนำไปใช้ได้เช่นเดียวกัน พอทำข้อที่ง่ายแล้ว อาจจะปิ๊ง ได้ไอเดียของข้อที่ยากเลยก็ได้ เพราะความรู้ มันมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ และเพื่อนตัวน้อยของเรา ก็จะทำความเข้าใจได้เป็นอย่างดี


มาดูเทคนิคสุดท้าย สำหรับใครที่งานเต็มไม้เต็มมือ เทคนิคนี้จะช่วยได้ไหมนะ ต้องไปดูกัน



“ทำเรื่องยากก่อน”


“ทำงานที่ยากให้เสร็จก่อน เพราะหากคุณเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ คุณจะมีพลังในการทำงานมากที่สุดในตอนเช้า เมื่อคุณทำงานที่ยาก ๆ เสร็จ คุณก็จะรู็สึกดีขึ้นไปตลอดทั้งวัน และอาจรู้สึกอยากทำงานอย่างอื่นให้เสร็จต่อไป”


หากทำงานชิ้นใหญ่ๆยากๆเสร็จแล้ว งานเล็กๆง่ายๆที่เหลือ ก็จะกลายเป็นเรื่องขี้ประติ๋วกันไปเลย


ได้รู้กันอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมหมั่นนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้
หากใครต้องการฝึกฝนและรู้วิธีการเตรียมตัวก่อนสอบ ต้องตามไปที่นี่เลย tryfaildo.com
ทาง Sprouts Schools ซึ่งเป็นผู้จัดทำเทคนิคและเคล็ดลับการเรียนข้างต้น
ได้เปิดคอร์สเรียนเตรียมตัวก่อนสอบ ฟรี! ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการซึ่งไม่แสวงหากำไร ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าเรียนได้


นอกจากคอร์สเตรียมตัวก่อนสอบแล้ว ยังมีคอร์สดรออิ้งค์ คอร์สออกแบบโลโก้ และทั้งหมด ฟรีๆๆๆ จริงๆจ้า


อยากรู้จักคอร์สเรียนมากกว่านี้ ตามมาอ่านบทความก่อนๆ ที่นี่
>>> เรียนวิชาเตรียมตัวสอบฟรี! วิชาที่โรงเรียนไหนๆก็ไม่เปิดสอน แต่นักเรียนทุกคนต้องรู้
>>> เรียนฟรี!คนหัวใจศิลป์ ไม่เรียนไม่ได้แล้ว
>>> เมื่อไทยก็มีคอร์สเรียนออนไลน์ฟรีกับเขาแล้ว!!


อย่าลืมเข้าไปกด Subscribe ใน Youtube Channel ของ Sprouts Schools เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและคลิปวีดีโอดีๆและฟรี เช่นนี้ ที่ >>>www.youtube.com/user/joinsprouts


และกด Like และต้อง Love ให้กับ >>> Page Sprouts Schools


ทีมา https://diarynotereader.wordpress.com/2016/06/12/easylearn/



Link: คลิ๊กที่นี่

Webboardแสดงความคิดเห็น
เยี่ยม   แย่   แย่   แย่   เขิน   หยอกล้อ  ตกใจ  ร้องไห้   สงสัย   ขอโทษ   หดหู่   อย่าน่ะ   ต่อว่า   โอเค
*ชื่อ
*สถานะ  
*อีเมล
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
*รหัสยืนยัน

หมายเหตุ : : กรุณากรอกข้อมูลที่มี * ทุกช่อง

view

 แบ่งปันความรู้

 หากใฝ่ฝัน ความก้าวหน้า

 จงสู้ต่อไป อย่าไหวหวั่น

 ขอเพียงตั้งใจ ใฝ่รู้

 เพราะเราคือ คนไทยใจกล้าแกร่ง

view